“การเป็นลม” เป็นอาการเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว ทำให้ไม่รู้สึกตัวไประยะหนึ่ง มีได้หลายสาเหตุ เช่น หิว เหนื่อย ร้อนมาก กังวลใจ ตกใจ กลัว มีความเครียดอย่างรุนแรง เสียเลือด และมีการกระทบกระเทือนที่สมองอย่างรุนแรง
ลักษณะของผู้ที่เป็นลม
ในระยะแรกผู้เป็นลม อาจมีความรู้สึกที่บอกได้ว่า รู้สึกเวียนศีรษะ ตาพร่า หน้ามืด ใจสั่น มือเท้าไม่มีแรง จากนั้นจะหมดความรู้สึก แต่บางคนอาการต่างๆเหล่านี้เกิดอย่างรวดเร็ว อยู่ดีๆก็ล้มหรือหมดความรู้สึกไปเฉยๆ ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่ยืนหรือนั่งมากกว่านอน บุคคลที่กินยาบางอย่าง เช่น ยาระงับประสาท ยาลดความดันเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ก็อาจเป็นลมหมดสติได้เช่นกัน
“ลักษณะอาการของคนเป็นลม ที่สังเกตได้”
1. หน้าซีด ปากซีด
2. มีเหงื่อออกตามหน้าผาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตัวเย็น
3. หายใจตื้น บางคนหายใจหอบ
4. บางคนล้มลง ไม่รู้สติแต่ไม่มีอาการชัก
5. ถ้าจับชีพจรจะรู้สึกว่าเต้นเบา และเร็ว
การคลำชีพจรได้ และชีพจรแรงดี การเป็นลมน่าจะเกิดจากความอ่อนเพลีย ความหิว การยืนตากแดดในท่าเดียวนานๆ ในภาวะอากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น
การดูแลคนเป็นลม เมื่อชีพจรและการหายใจปกติ
1. ห้ามคนมุงดู ให้ผู้เป็นลมนอนราบในที่ร่ม บนพื้นแห้ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. คลายเครื่องรดกุมออก เช่น ปลดกระดุมเสียทั้งนอกและใน แกะเข็มขัดออก เปิดเสียให้กว้าง ควรถอดรองเท้าและถุงเท้าด้วย
3. อาจใช้พัดโบกด้วยลมอ่อนๆ
4. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามหน้า ตัว หน้าผาก แขนขา ไม่ควรเช็ดที่ท้อง เพราะความเย็นจะทำให้ลำไส้หดตัว อาจอาเจียนได้
5. อาจใช้พิมเสน หรือการบูรขยี้ให้ละเอียด ทาลงบนริมฝีปากบน ถ้าไม่มีอาจใช้ยาหม่องทาบางๆ ถ้ามีแอมโมเนียอาจชุบสำลีพอหมาดๆ แกว่งไปมาใกล้ๆจมูก (ไม่ควรเอาไปรอที่จมูกเพราะอาจฉุนเกินไป)
6. อาจใช้วัสดุใกล้ๆตัว เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ย่าม กระสอบ ที่นุ่มๆรองขาให้สูง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
7. ถ้าอากาศเย็นหรือหนาวควรให้อยู่ในที่อบอุ่น หรือเมื่อคลายเครื่องรัดกุมแล้ว อาจใช้ผ้าคลุมตัวไว้
เมื่อฟื้นแล้วควรไต่ถามถึงสาเหตุ ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคที่ต้องรักษา ควรไปขอคำแนะนำจากแพทย์
การช่วยคนเป็นลมหมดสติ (ตอนที่ 2)
บุคคลที่เป็นลม จะต้องได้รับ “การจับชีพจร” ถ้าจับชีพจรที่ข้อมือหรือข้อพับข้อศอกไม่ได้ ให้จับที่คอ ถ้าแน่ใจว่าจับไม่ได้ แสดงถึงสัญญาณอันตรายว่า อาจเกิดจากหัวใจหยุดเต้น ซึ่งจะต้องตรวจให้แน่ใจอย่างรวดเร็วว่า
1. “ดูว่าหมดสติจริงหรือเปล่า” โดยการเรียกชื่อ หรือหยิกต้นแขนต้นขาแรงๆ หรือใช้ข้อนิ้วมือกดขยี้บนกระดูกหน้าอก ถ้าหมดสติจะไม่แสดงความรู้สึกต่อการกระทำเหล่านี้
2. “ดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า” ถ้าหัวใจหยุดเต้น ส่วนใหญ่จะหยุดหายใจด้วย อาจมีอาการ “พะงาบ” นานๆครั้ง
การปฐมพยาบาล
มีหลักใหญ่ๆ 2 ประการ คือ
1. การช่วยการหายใจ โดยเป่าลมเข้าไปในปอด
2. ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยการกดกระแทกหน้าอก
ขั้นตอนการปฐมพยาบาล
- ให้ผู้เป็นลมนอนหงายราบบนพื้นแข็ง
- ทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยเอาสิ่งแปลกปลอมในปาก เช่น เสมหะ เศษอาหาร ฟันปลอมออกให้หมด
- จับศีรษะให้หงายหน้าขึ้น เพื่อมิให้ลิ้นตกไปอุดหลอดลม
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองผู้เป็นลมไว้ อีกข้างหนึ่งจับหน้าผากให้หงาย เพื่อปากจะได้เผยอเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วก้มประกบปากเป่าลมเข้าในปากผู้เป็นลมจนหมด
ถ้าลมเข้าปอด หน้าอกจะกระเพื่อมสูงขึ้น เวลาถอนปากออกเอียงหูฟัง จะพบว่ามีลมมากระทบใบหู
ถ้าลมเข้ากระเพาะอาหาร บริเวณท้องจะพองออกจะต้องจัดท่าใหม่ โดยเฉพาะมิให้ลิ้นตกลงไปปิดหลอดลม
- สลับการเป่าลมเข้าไปในปอด ด้วยการกดกระแทกหน้าอกด้วยน้ำหนักพอประมาณให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1.5 ถึง 2 นิ้ว เพื่อทำให้หัวใจถูกบีบเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ถ้าขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที เยื่อสมองจะตาย
หลังจากกดเสร็จแล้วหยุดค้างไว้เล็กน้อย เพื่อให้เวลาที่กดลงเท่ากับเวลาที่ปล่อย กระดูกหน้าอกกลับคืนสู่ที่เดิม และเลือดไหลคืนกลับสู่หัวใจแล้วจึงนวดต่อไป ควรทำประมาณ 50-80ครั้งต่อนาที สลับกับการเป่าลมเข้าปอด จับชีพจรดูด้วย
อย่าลืมว่า การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว แต่นุ่มนวล และไตร่ตรอง เพื่อนำผู้หมดสติส่งสถานพยาบาลต่อไป เพราะการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการช่วยรายฉุกเฉินเท่านั้น
..............................................
ข้อมูลสื่อ
File Name : 106-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 106
เดือน-ปี : 02/2531
คอลัมน์ : พยาบาลในบ้าน
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ดร.จริยาวัตร คมพยัคฆ์
........................................................
http://www.doctor.or.th/node/5183
http://www.doctor.or.th/node/5219
บุคคลที่เป็นลม จะต้องได้รับ “การจับชีพจร” ถ้าจับชีพจรที่ข้อมือหรือข้อพับข้อศอกไม่ได้ ให้จับที่คอ ถ้าแน่ใจว่าจับไม่ได้ แสดงถึงสัญญาณอันตรายว่า อาจเกิดจากหัวใจหยุดเต้น ซึ่งจะต้องตรวจให้แน่ใจอย่างรวดเร็วว่า
1. “ดูว่าหมดสติจริงหรือเปล่า” โดยการเรียกชื่อ หรือหยิกต้นแขนต้นขาแรงๆ หรือใช้ข้อนิ้วมือกดขยี้บนกระดูกหน้าอก ถ้าหมดสติจะไม่แสดงความรู้สึกต่อการกระทำเหล่านี้
2. “ดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า” ถ้าหัวใจหยุดเต้น ส่วนใหญ่จะหยุดหายใจด้วย อาจมีอาการ “พะงาบ” นานๆครั้ง
การปฐมพยาบาล
มีหลักใหญ่ๆ 2 ประการ คือ
1. การช่วยการหายใจ โดยเป่าลมเข้าไปในปอด
2. ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยการกดกระแทกหน้าอก
ขั้นตอนการปฐมพยาบาล
- ให้ผู้เป็นลมนอนหงายราบบนพื้นแข็ง
- ทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยเอาสิ่งแปลกปลอมในปาก เช่น เสมหะ เศษอาหาร ฟันปลอมออกให้หมด
- จับศีรษะให้หงายหน้าขึ้น เพื่อมิให้ลิ้นตกไปอุดหลอดลม
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองผู้เป็นลมไว้ อีกข้างหนึ่งจับหน้าผากให้หงาย เพื่อปากจะได้เผยอเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วก้มประกบปากเป่าลมเข้าในปากผู้เป็นลมจนหมด
ถ้าลมเข้าปอด หน้าอกจะกระเพื่อมสูงขึ้น เวลาถอนปากออกเอียงหูฟัง จะพบว่ามีลมมากระทบใบหู
ถ้าลมเข้ากระเพาะอาหาร บริเวณท้องจะพองออกจะต้องจัดท่าใหม่ โดยเฉพาะมิให้ลิ้นตกลงไปปิดหลอดลม
- สลับการเป่าลมเข้าไปในปอด ด้วยการกดกระแทกหน้าอกด้วยน้ำหนักพอประมาณให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1.5 ถึง 2 นิ้ว เพื่อทำให้หัวใจถูกบีบเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ถ้าขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที เยื่อสมองจะตาย
หลังจากกดเสร็จแล้วหยุดค้างไว้เล็กน้อย เพื่อให้เวลาที่กดลงเท่ากับเวลาที่ปล่อย กระดูกหน้าอกกลับคืนสู่ที่เดิม และเลือดไหลคืนกลับสู่หัวใจแล้วจึงนวดต่อไป ควรทำประมาณ 50-80ครั้งต่อนาที สลับกับการเป่าลมเข้าปอด จับชีพจรดูด้วย
อย่าลืมว่า การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว แต่นุ่มนวล และไตร่ตรอง เพื่อนำผู้หมดสติส่งสถานพยาบาลต่อไป เพราะการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการช่วยรายฉุกเฉินเท่านั้น
..............................................
ข้อมูลสื่อ
File Name : 106-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 106
เดือน-ปี : 02/2531
คอลัมน์ : พยาบาลในบ้าน
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ดร.จริยาวัตร คมพยัคฆ์
........................................................
http://www.doctor.or.th/node/5183
http://www.doctor.or.th/node/5219
0
การเป็นลมหมดสติ มีได้จากหลายสาเหตุมากครับ แต่ที่เจอบ่อยๆ เกิดจากความกลัวความตกใจ อันนี้ให้นั่งพักอย่ามีคนมุง สักพักจะดีขึ้น อีกอันคือไม่ได้ทานอาหารครับ อันนี้คนที่เป็นลมจะมีอาการเหงื่อแตกใจสั่นก่อนหมดสติครับ แต่ที่บอกมาสองอันเนี่ย คือคนอายุน้อยนะครับ แต่ถ้าอายุซักสี่สิบอันนี้มีโอกาสเป็นโรคที่รุนแรงกว่าครับ เช่นโรคหัวใจทั้งขาดเลือด หรือเต้นผิดปรกติ อันนี้ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีครับ
สรุปคือ ถ้าเป็นลมธรรมดา ปลุกก็น่าจะตื่นทันทีครับ แต่ถ้าเป็นบ่อยก็ควรไปตรวจหาสาเหตุครับ ก็อย่ามุงละกันครับ ส่วนเรื่องน้ำหวานจะมีประโยชน์เฉพาะในกรณีที่เป็นลมจากการหิวข้าวครับ คนที่เป็นลมจะบอกเราเองว่าเป็นยังงัย ไม่ควรป้อนอะไรทั้งสิ้นครับ ขณะที่เป็นลมหรือตื่ใหม่ๆร่างกายยังป้องกันตัวเองได้ไม่ดีอาจสำลักได้ครับ การสำลักจะทำให้คนที่เป็นลมนั้นแย่ลงได้ครับ
เอาเป็นว่าถ้าเจอคนเป็นลมโดยที่เราไม่รู้อาการไม่ทราบสาเหตุ ลองปลุกดูปลุกแล้วควรจะตื่นทันทีถ้าไม่ตื่นตะโกนเรียกคนช่วย ให้เค้าโทรเรียก 1669 ครับ แล้วขอคำแนะนำครับ
ระหว่างที่รอรถโรงพยาบาลลองดูว่าหัวใจเต้นหรือปล่าวคลำที่คำครับ คลำข้างเดียวนะครับ ลองคลำตัวเองก็ได้ คลำที่คอตรงใต้กรามหรือตรงที่หน้าเหลี่ยมหนะครับ ถ้าคลำไม่ได้ให้กดหน้าอกครับกดระหว่างหัวนม 2 ข้างครับ กดประมาณ วิละ 2 ครั้ง ลึก 2 นิ้ว กดไป 30 ที แล้วไปเป่าปาก 2 ปี แล้วมาปั้มต่อ ทำไปเรื่อยๆจนกว่ารถจะมา ถ้ามีหลายคนก็ทำ 5 รอบ แล้วเปลี่ยนคนปั๊มครับ
นอกเรื่องซะยาวเรย
ปล.แอบบอกข้างบนนิดนึงครับ จริงๆข้างบนก็ไม่ผิดนะครับ แต่เดี๋ยวนี้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มมาเรื่อยๆ ล่าสุดเป็น CPR 2010 มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลายหย่าง อย่าที่ผมบอกข้างบนหนะผมไม่ได้บอกเรื่องการดูการหายใจเลยครับ เนื่องจากความรู้ ณ ปัจจุบัน ถือว่าการที่เลือดไม่หมุนเวียนเป็นสิ่งที่รุนแรงสุด เรื่องหายใจเอาไว้ก่อนได้ครับ
สรุปคือ ถ้าเป็นลมธรรมดา ปลุกก็น่าจะตื่นทันทีครับ แต่ถ้าเป็นบ่อยก็ควรไปตรวจหาสาเหตุครับ ก็อย่ามุงละกันครับ ส่วนเรื่องน้ำหวานจะมีประโยชน์เฉพาะในกรณีที่เป็นลมจากการหิวข้าวครับ คนที่เป็นลมจะบอกเราเองว่าเป็นยังงัย ไม่ควรป้อนอะไรทั้งสิ้นครับ ขณะที่เป็นลมหรือตื่ใหม่ๆร่างกายยังป้องกันตัวเองได้ไม่ดีอาจสำลักได้ครับ การสำลักจะทำให้คนที่เป็นลมนั้นแย่ลงได้ครับ
เอาเป็นว่าถ้าเจอคนเป็นลมโดยที่เราไม่รู้อาการไม่ทราบสาเหตุ ลองปลุกดูปลุกแล้วควรจะตื่นทันทีถ้าไม่ตื่นตะโกนเรียกคนช่วย ให้เค้าโทรเรียก 1669 ครับ แล้วขอคำแนะนำครับ
ระหว่างที่รอรถโรงพยาบาลลองดูว่าหัวใจเต้นหรือปล่าวคลำที่คำครับ คลำข้างเดียวนะครับ ลองคลำตัวเองก็ได้ คลำที่คอตรงใต้กรามหรือตรงที่หน้าเหลี่ยมหนะครับ ถ้าคลำไม่ได้ให้กดหน้าอกครับกดระหว่างหัวนม 2 ข้างครับ กดประมาณ วิละ 2 ครั้ง ลึก 2 นิ้ว กดไป 30 ที แล้วไปเป่าปาก 2 ปี แล้วมาปั้มต่อ ทำไปเรื่อยๆจนกว่ารถจะมา ถ้ามีหลายคนก็ทำ 5 รอบ แล้วเปลี่ยนคนปั๊มครับ
นอกเรื่องซะยาวเรย
ปล.แอบบอกข้างบนนิดนึงครับ จริงๆข้างบนก็ไม่ผิดนะครับ แต่เดี๋ยวนี้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มมาเรื่อยๆ ล่าสุดเป็น CPR 2010 มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลายหย่าง อย่าที่ผมบอกข้างบนหนะผมไม่ได้บอกเรื่องการดูการหายใจเลยครับ เนื่องจากความรู้ ณ ปัจจุบัน ถือว่าการที่เลือดไม่หมุนเวียนเป็นสิ่งที่รุนแรงสุด เรื่องหายใจเอาไว้ก่อนได้ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น