วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

์NoVaByfilmandfreind

การช่วยคนเป็นลมหมดสติ (ตอนที่ 1)
“การเป็นลม” เป็นอาการเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว ทำให้ไม่รู้สึกตัวไประยะหนึ่ง มีได้หลายสาเหตุ เช่น หิว เหนื่อย ร้อนมาก กังวลใจ ตกใจ กลัว มีความเครียดอย่างรุนแรง เสียเลือด และมีการกระทบกระเทือนที่สมองอย่างรุนแรง

ลักษณะของผู้ที่เป็นลม
ในระยะแรกผู้เป็นลม อาจมีความรู้สึกที่บอกได้ว่า รู้สึกเวียนศีรษะ ตาพร่า หน้ามืด ใจสั่น มือเท้าไม่มีแรง จากนั้นจะหมดความรู้สึก แต่บางคนอาการต่างๆเหล่านี้เกิดอย่างรวดเร็ว อยู่ดีๆก็ล้มหรือหมดความรู้สึกไปเฉยๆ ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่ยืนหรือนั่งมากกว่านอน บุคคลที่กินยาบางอย่าง เช่น ยาระงับประสาท ยาลดความดันเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ก็อาจเป็นลมหมดสติได้เช่นกัน

“ลักษณะอาการของคนเป็นลม ที่สังเกตได้”
1. หน้าซีด ปากซีด
2. มีเหงื่อออกตามหน้าผาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตัวเย็น
3. หายใจตื้น บางคนหายใจหอบ
4. บางคนล้มลง ไม่รู้สติแต่ไม่มีอาการชัก
5. ถ้าจับชีพจรจะรู้สึกว่าเต้นเบา และเร็ว

การคลำชีพจรได้ และชีพจรแรงดี การเป็นลมน่าจะเกิดจากความอ่อนเพลีย ความหิว การยืนตากแดดในท่าเดียวนานๆ ในภาวะอากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น

การดูแลคนเป็นลม เมื่อชีพจรและการหายใจปกติ
1. ห้ามคนมุงดู ให้ผู้เป็นลมนอนราบในที่ร่ม บนพื้นแห้ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. คลายเครื่องรดกุมออก เช่น ปลดกระดุมเสียทั้งนอกและใน แกะเข็มขัดออก เปิดเสียให้กว้าง ควรถอดรองเท้าและถุงเท้าด้วย
3. อาจใช้พัดโบกด้วยลมอ่อนๆ
4. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามหน้า ตัว หน้าผาก แขนขา ไม่ควรเช็ดที่ท้อง เพราะความเย็นจะทำให้ลำไส้หดตัว อาจอาเจียนได้
5. อาจใช้พิมเสน หรือการบูรขยี้ให้ละเอียด ทาลงบนริมฝีปากบน ถ้าไม่มีอาจใช้ยาหม่องทาบางๆ ถ้ามีแอมโมเนียอาจชุบสำลีพอหมาดๆ แกว่งไปมาใกล้ๆจมูก (ไม่ควรเอาไปรอที่จมูกเพราะอาจฉุนเกินไป)
6. อาจใช้วัสดุใกล้ๆตัว เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ย่าม กระสอบ ที่นุ่มๆรองขาให้สูง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
7. ถ้าอากาศเย็นหรือหนาวควรให้อยู่ในที่อบอุ่น หรือเมื่อคลายเครื่องรัดกุมแล้ว อาจใช้ผ้าคลุมตัวไว้
เมื่อฟื้นแล้วควรไต่ถามถึงสาเหตุ ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคที่ต้องรักษา ควรไปขอคำแนะนำจากแพทย์
การช่วยคนเป็นลมหมดสติ (ตอนที่ 2)
บุคคลที่เป็นลม จะต้องได้รับ “การจับชีพจร” ถ้าจับชีพจรที่ข้อมือหรือข้อพับข้อศอกไม่ได้ ให้จับที่คอ ถ้าแน่ใจว่าจับไม่ได้ แสดงถึงสัญญาณอันตรายว่า อาจเกิดจากหัวใจหยุดเต้น ซึ่งจะต้องตรวจให้แน่ใจอย่างรวดเร็วว่า

1. “ดูว่าหมดสติจริงหรือเปล่า” โดยการเรียกชื่อ หรือหยิกต้นแขนต้นขาแรงๆ หรือใช้ข้อนิ้วมือกดขยี้บนกระดูกหน้าอก ถ้าหมดสติจะไม่แสดงความรู้สึกต่อการกระทำเหล่านี้
2. “ดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า” ถ้าหัวใจหยุดเต้น ส่วนใหญ่จะหยุดหายใจด้วย อาจมีอาการ “พะงาบ” นานๆครั้ง

การปฐมพยาบาล
มีหลักใหญ่ๆ 2 ประการ คือ 
1. การช่วยการหายใจ โดยเป่าลมเข้าไปในปอด
2. ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยการกดกระแทกหน้าอก

ขั้นตอนการปฐมพยาบาล
- ให้ผู้เป็นลมนอนหงายราบบนพื้นแข็ง
- ทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยเอาสิ่งแปลกปลอมในปาก เช่น เสมหะ เศษอาหาร ฟันปลอมออกให้หมด
- จับศีรษะให้หงายหน้าขึ้น เพื่อมิให้ลิ้นตกไปอุดหลอดลม
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองผู้เป็นลมไว้ อีกข้างหนึ่งจับหน้าผากให้หงาย เพื่อปากจะได้เผยอเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วก้มประกบปากเป่าลมเข้าในปากผู้เป็นลมจนหมด

ถ้าลมเข้าปอด หน้าอกจะกระเพื่อมสูงขึ้น เวลาถอนปากออกเอียงหูฟัง จะพบว่ามีลมมากระทบใบหู
ถ้าลมเข้ากระเพาะอาหาร บริเวณท้องจะพองออกจะต้องจัดท่าใหม่ โดยเฉพาะมิให้ลิ้นตกลงไปปิดหลอดลม
- สลับการเป่าลมเข้าไปในปอด ด้วยการกดกระแทกหน้าอกด้วยน้ำหนักพอประมาณให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1.5 ถึง 2 นิ้ว เพื่อทำให้หัวใจถูกบีบเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ถ้าขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที เยื่อสมองจะตาย

หลังจากกดเสร็จแล้วหยุดค้างไว้เล็กน้อย เพื่อให้เวลาที่กดลงเท่ากับเวลาที่ปล่อย กระดูกหน้าอกกลับคืนสู่ที่เดิม และเลือดไหลคืนกลับสู่หัวใจแล้วจึงนวดต่อไป ควรทำประมาณ 50-80ครั้งต่อนาที สลับกับการเป่าลมเข้าปอด จับชีพจรดูด้วย

อย่าลืมว่า การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว แต่นุ่มนวล และไตร่ตรอง เพื่อนำผู้หมดสติส่งสถานพยาบาลต่อไป เพราะการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการช่วยรายฉุกเฉินเท่านั้น
การช่วยคนเป็นลมหมดสติ (ตอนที่ 1)
“การเป็นลม” เป็นอาการเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว ทำให้ไม่รู้สึกตัวไประยะหนึ่ง มีได้หลายสาเหตุ เช่น หิว เหนื่อย ร้อนมาก กังวลใจ ตกใจ กลัว มีความเครียดอย่างรุนแรง เสียเลือด และมีการกระทบกระเทือนที่สมองอย่างรุนแรง

ลักษณะของผู้ที่เป็นลม
ในระยะแรกผู้เป็นลม อาจมีความรู้สึกที่บอกได้ว่า รู้สึกเวียนศีรษะ ตาพร่า หน้ามืด ใจสั่น มือเท้าไม่มีแรง จากนั้นจะหมดความรู้สึก แต่บางคนอาการต่างๆเหล่านี้เกิดอย่างรวดเร็ว อยู่ดีๆก็ล้มหรือหมดความรู้สึกไปเฉยๆ ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่ยืนหรือนั่งมากกว่านอน บุคคลที่กินยาบางอย่าง เช่น ยาระงับประสาท ยาลดความดันเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ก็อาจเป็นลมหมดสติได้เช่นกัน

“ลักษณะอาการของคนเป็นลม ที่สังเกตได้”
1. หน้าซีด ปากซีด
2. มีเหงื่อออกตามหน้าผาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตัวเย็น
3. หายใจตื้น บางคนหายใจหอบ
4. บางคนล้มลง ไม่รู้สติแต่ไม่มีอาการชัก
5. ถ้าจับชีพจรจะรู้สึกว่าเต้นเบา และเร็ว

การคลำชีพจรได้ และชีพจรแรงดี การเป็นลมน่าจะเกิดจากความอ่อนเพลีย ความหิว การยืนตากแดดในท่าเดียวนานๆ ในภาวะอากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น

การดูแลคนเป็นลม เมื่อชีพจรและการหายใจปกติ
1. ห้ามคนมุงดู ให้ผู้เป็นลมนอนราบในที่ร่ม บนพื้นแห้ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. คลายเครื่องรดกุมออก เช่น ปลดกระดุมเสียทั้งนอกและใน แกะเข็มขัดออก เปิดเสียให้กว้าง ควรถอดรองเท้าและถุงเท้าด้วย
3. อาจใช้พัดโบกด้วยลมอ่อนๆ
4. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามหน้า ตัว หน้าผาก แขนขา ไม่ควรเช็ดที่ท้อง เพราะความเย็นจะทำให้ลำไส้หดตัว อาจอาเจียนได้
5. อาจใช้พิมเสน หรือการบูรขยี้ให้ละเอียด ทาลงบนริมฝีปากบน ถ้าไม่มีอาจใช้ยาหม่องทาบางๆ ถ้ามีแอมโมเนียอาจชุบสำลีพอหมาดๆ แกว่งไปมาใกล้ๆจมูก (ไม่ควรเอาไปรอที่จมูกเพราะอาจฉุนเกินไป)
6. อาจใช้วัสดุใกล้ๆตัว เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ย่าม กระสอบ ที่นุ่มๆรองขาให้สูง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
7. ถ้าอากาศเย็นหรือหนาวควรให้อยู่ในที่อบอุ่น หรือเมื่อคลายเครื่องรัดกุมแล้ว อาจใช้ผ้าคลุมตัวไว้
เมื่อฟื้นแล้วควรไต่ถามถึงสาเหตุ ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคที่ต้องรักษา ควรไปขอคำแนะนำจากแพทย์

การช่วยคนเป็นลมหมดสติ (ตอนที่ 2)
บุคคลที่เป็นลม จะต้องได้รับ “การจับชีพจร” ถ้าจับชีพจรที่ข้อมือหรือข้อพับข้อศอกไม่ได้ ให้จับที่คอ ถ้าแน่ใจว่าจับไม่ได้ แสดงถึงสัญญาณอันตรายว่า อาจเกิดจากหัวใจหยุดเต้น ซึ่งจะต้องตรวจให้แน่ใจอย่างรวดเร็วว่า

1. “ดูว่าหมดสติจริงหรือเปล่า” โดยการเรียกชื่อ หรือหยิกต้นแขนต้นขาแรงๆ หรือใช้ข้อนิ้วมือกดขยี้บนกระดูกหน้าอก ถ้าหมดสติจะไม่แสดงความรู้สึกต่อการกระทำเหล่านี้
2. “ดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า” ถ้าหัวใจหยุดเต้น ส่วนใหญ่จะหยุดหายใจด้วย อาจมีอาการ “พะงาบ” นานๆครั้ง

การปฐมพยาบาล
มีหลักใหญ่ๆ 2 ประการ คือ
1. การช่วยการหายใจ โดยเป่าลมเข้าไปในปอด
2. ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยการกดกระแทกหน้าอก

ขั้นตอนการปฐมพยาบาล
- ให้ผู้เป็นลมนอนหงายราบบนพื้นแข็ง
- ทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยเอาสิ่งแปลกปลอมในปาก เช่น เสมหะ เศษอาหาร ฟันปลอมออกให้หมด
- จับศีรษะให้หงายหน้าขึ้น เพื่อมิให้ลิ้นตกไปอุดหลอดลม
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองผู้เป็นลมไว้ อีกข้างหนึ่งจับหน้าผากให้หงาย เพื่อปากจะได้เผยอเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วก้มประกบปากเป่าลมเข้าในปากผู้เป็นลมจนหมด

ถ้าลมเข้าปอด หน้าอกจะกระเพื่อมสูงขึ้น เวลาถอนปากออกเอียงหูฟัง จะพบว่ามีลมมากระทบใบหู
ถ้าลมเข้ากระเพาะอาหาร บริเวณท้องจะพองออกจะต้องจัดท่าใหม่ โดยเฉพาะมิให้ลิ้นตกลงไปปิดหลอดลม
- สลับการเป่าลมเข้าไปในปอด ด้วยการกดกระแทกหน้าอกด้วยน้ำหนักพอประมาณให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1.5 ถึง 2 นิ้ว เพื่อทำให้หัวใจถูกบีบเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ถ้าขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที เยื่อสมองจะตาย

หลังจากกดเสร็จแล้วหยุดค้างไว้เล็กน้อย เพื่อให้เวลาที่กดลงเท่ากับเวลาที่ปล่อย กระดูกหน้าอกกลับคืนสู่ที่เดิม และเลือดไหลคืนกลับสู่หัวใจแล้วจึงนวดต่อไป ควรทำประมาณ 50-80ครั้งต่อนาที สลับกับการเป่าลมเข้าปอด จับชีพจรดูด้วย

อย่าลืมว่า การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว แต่นุ่มนวล และไตร่ตรอง เพื่อนำผู้หมดสติส่งสถานพยาบาลต่อไป เพราะการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการช่วยรายฉุกเฉินเท่านั้น
..............................................
ข้อมูลสื่อ
File Name : 106-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 106
เดือน-ปี : 02/2531
คอลัมน์ : พยาบาลในบ้าน
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ดร.จริยาวัตร คมพยัคฆ์
........................................................
http://www.doctor.or.th/node/5183
http://www.doctor.or.th/node/5219
0
การเป็นลมหมดสติ มีได้จากหลายสาเหตุมากครับ แต่ที่เจอบ่อยๆ เกิดจากความกลัวความตกใจ อันนี้ให้นั่งพักอย่ามีคนมุง สักพักจะดีขึ้น อีกอันคือไม่ได้ทานอาหารครับ อันนี้คนที่เป็นลมจะมีอาการเหงื่อแตกใจสั่นก่อนหมดสติครับ แต่ที่บอกมาสองอันเนี่ย คือคนอายุน้อยนะครับ แต่ถ้าอายุซักสี่สิบอันนี้มีโอกาสเป็นโรคที่รุนแรงกว่าครับ เช่นโรคหัวใจทั้งขาดเลือด หรือเต้นผิดปรกติ อันนี้ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีครับ

สรุปคือ ถ้าเป็นลมธรรมดา ปลุกก็น่าจะตื่นทันทีครับ แต่ถ้าเป็นบ่อยก็ควรไปตรวจหาสาเหตุครับ ก็อย่ามุงละกันครับ ส่วนเรื่องน้ำหวานจะมีประโยชน์เฉพาะในกรณีที่เป็นลมจากการหิวข้าวครับ คนที่เป็นลมจะบอกเราเองว่าเป็นยังงัย ไม่ควรป้อนอะไรทั้งสิ้นครับ ขณะที่เป็นลมหรือตื่ใหม่ๆร่างกายยังป้องกันตัวเองได้ไม่ดีอาจสำลักได้ครับ การสำลักจะทำให้คนที่เป็นลมนั้นแย่ลงได้ครับ

เอาเป็นว่าถ้าเจอคนเป็นลมโดยที่เราไม่รู้อาการไม่ทราบสาเหตุ ลองปลุกดูปลุกแล้วควรจะตื่นทันทีถ้าไม่ตื่นตะโกนเรียกคนช่วย ให้เค้าโทรเรียก 1669 ครับ แล้วขอคำแนะนำครับ

ระหว่างที่รอรถโรงพยาบาลลองดูว่าหัวใจเต้นหรือปล่าวคลำที่คำครับ คลำข้างเดียวนะครับ ลองคลำตัวเองก็ได้ คลำที่คอตรงใต้กรามหรือตรงที่หน้าเหลี่ยมหนะครับ ถ้าคลำไม่ได้ให้กดหน้าอกครับกดระหว่างหัวนม 2 ข้างครับ กดประมาณ วิละ 2 ครั้ง ลึก 2 นิ้ว กดไป 30 ที แล้วไปเป่าปาก 2 ปี แล้วมาปั้มต่อ ทำไปเรื่อยๆจนกว่ารถจะมา ถ้ามีหลายคนก็ทำ 5 รอบ แล้วเปลี่ยนคนปั๊มครับ

นอกเรื่องซะยาวเรย

ปล.แอบบอกข้างบนนิดนึงครับ จริงๆข้างบนก็ไม่ผิดนะครับ แต่เดี๋ยวนี้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มมาเรื่อยๆ ล่าสุดเป็น CPR 2010 มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลายหย่าง อย่าที่ผมบอกข้างบนหนะผมไม่ได้บอกเรื่องการดูการหายใจเลยครับ เนื่องจากความรู้ ณ ปัจจุบัน ถือว่าการที่เลือดไม่หมุนเวียนเป็นสิ่งที่รุนแรงสุด เรื่องหายใจเอาไว้ก่อนได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

วรกิจ แก้วเอี่ยมandfreind

โรคลมแดด(Heat Stroke) เป็นอาการที่เกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังหรือเล่นกีฬาในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับการชดเชยน้ำหรือเกลือแร่ที่สูญเสียอย่างเพียงพอ อาจจะเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง 
           เมื่ออากาศร้อนเหงื่อจะออกมากเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง ในกรณีที่เกิดลมแดด กลไกควบคุมความร้อนในร่างกายล้มเหลว เหงื่อจะออกน้อยหรือไม่ออกเลย  เป็นเหตุให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น เพราะว่าร่างกายขาดน้ำอย่างมากจนไม่เพียงพอต่อการผลิตเหงื่อ 
           ในคนที่มีอาการของ heat stroke จะถึงขึ้นหมดสติ  เกิดลมชักและถ้าไม่ได้รับการรักษาปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและทันท่วงที  อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ลักษณะที่ลมแดดต่างจากลมร้อน คือ ลมแดดมักพบในเพศชายมากกว่า พบในวัยกลางคนและสูงอายุ นักดื่มสุรา สาเหตุเสริมที่ทําให้เกิดลมแดด คือ อากาศร้อนอบอ้าว ความชื้นสูง การถ่ายเทอากาศไม่ดี

หัวข้อ
อาการโรคลมแดด
          ระยะแรกผู้ป่วยจะรู้สึกผิวหนังร้อนและแห้ง หน้าแดง จะมีอาการกระหายน้ำมาก ชีพจรเร็ว และหายใจลึก ต่อไปอุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจถึง 108 ํ F ชีพจรเบาและไม่สมํ่าเสมอ หายใจตื้น กล้ามเนื้อเกร็งตัว ชัก รูม่านตาขยาย การเคลื่อนไหวและสติสัมปชัญญะควบคุมไม่ได้อาเจียน ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ และหมดสติในเวลาต่อมา ถ้าผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเทาคล้ายสีขี้เถ้าแสดงว่าใกล้ถึงภาวะหัวใจหยุดทํางาน

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยลมแดด
          การช่วยเหลือผู้ที่มีอาการเป็นลมแดด ให้นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัวเลย เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลง และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ในรายที่อาการยังไม่มาก ควรให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
          ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าคนหนุ่มสาว ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ที่ต้องกินยาควบคุมความดัน เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีผลขับสารโซเดียมออกจากร่างกาย ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติของระดับเกลือแร่ได้เร็วกว่าผู้อื่น รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือผู้ที่อดนอน เนื่องจากจะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความร้อนที่ได้รับช้ากว่าปกติ


การปฐมพยาบาลผู้ป่วยลมแดด

[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]
 

worakit

ลมแดด




โอกาสที่จะเป็นลมอันเนื่องจากการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายในที่ ๆ มีอากาศร้อนจัดเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกีฬาที่ต้องใช้เวลาในการเล่นติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เช่นวิ่งมาราธอนเป็นต้น
อาการที่เกิดจากความร้อนแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ อาการเพลียแดด (HEAT EXHAUSTION) และอาการลมแดด (HEAT STROKE)
อาการเพลียแดด (HEAT EXHAUSTION)
เป็นอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป แต่ยังไม่ถึงขั้นลมแดด เพราะยังสามารถควบคุมสติสัมปชัญญะอยู่ได้ ผู้ที่เพลียแดดจะมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียมากและอาจเป็นติดต่อกันไปหลายวัน โดยทั่วไปอาการเพลียแดดไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ถ้าเล่นต่อไปอาจทำให้เป็นลมแดดได้
การแก้อาการเพลียแดดคือ ต้องให้นักกีฬาดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ เช่น น้ำผลไม้ต่าง ๆ อย่างไรก็ดีมีนักกีฬาบางคนที่ถึงแม้จะสูญเสียน้ำมากในขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา แต่เกือบไม่มีอาการเพลียแดด หรือมีแต่น้อยก็เป็นเพราะว่าร่างกายของนักกีฬาสามารถทำงานได้ในขณะที่ร่างกายมีระดับน้ำต่ำ นอกจากนั้นหัวใจของนักกีฬาแข็งแรง ทำให้สามารถสูบฉีดเลือดได้ดีกว่า ซึ่งทำให้หลอดเลือดต่าง ๆ สามารถนำเลือดไปยังแหล่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าคนธรรมดา นอกจากนั้นนักกีฬาที่มีประสบการณ์มาก จะมีการจัดหาน้ำมาทดแทนน้ำที่สูญเสียไปทั้งก่อนระหว่างและภายหลังการเล่นกีฬา
บางคนกินเกลือมากเกินไปก็ทำให้เกิดอาการเพลียแดดได้ เพราะการกินเกลือมากเกินไปกว่าระดับปกติที่มีในร่างกายจะทำให้เสียน้ำและโปแตสเซี่ยมมากขึ้น และที่สำคัญคืออาจเกิดอาการเพลียแดดได้ ถ้าร่างกายมีเกลือมากเกินไป อุณหภูมิในร่างกายจะสูง เหนื่อยมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อจะอ่อนแอ น้ำหนักจะลด วิธีป้องกันง่าย ๆ ก็คือ ควรชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำทุกวัน ถ้าพบว่าน้ำหนักลดลง ½ -1 กม. แสดงว่าร่างกายไม่สามารถรักษาระดับน้ำไว้ได้ การดื่มน้ำผลไม้จะช่วยชดเชยการสูญเสียน้ำ อันเนื่องขากการออกกำลังกายและเป็นการช่วยเพิ่มเติมโปแตสเซี่ยมซึ่งเซลล์กล้ามเนื้อปล่อยออกมา และถูกขับทางกระแสเลือดได้อีกด้วย
บางครั้งที่ร่างกายมีเกลือแร่น้อยเกินไปก็อาจทำให้มีอาการของการเพลียแดดได้ เพราะเหตุว่าโดยทั่วไปการออกกำลังกายในอากาศร้อนต้องสูญเสียเกลือแร่ไปกับเหงื่อ ถ้าการชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้รับการชดเชยเกลือแร่จะเกิดอาการขาดเกลือ ซึ่งมีอาการสำคัญคือ อ่อนเพลียมาก การประสานงานของกลุ่มกล้ามเนื้อไม่เป็นไปตามปกติ และอาจเกิดอาการตะคริวในกล้ามเนื้อกลุ่มต่าง ๆ ได้
วิธีแก้คือให้ดื่มน้ำโดยเฉพาะน้ำผลไม้และเติมเกลือแกงเล็กน้อยให้มาก ๆ เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไปและกินอาหารให้มีรสเค็มมากกว่าปกติ
ที่กล่าวมาคืออาการของการเพลียแดด แต่อาการที่เกิดจากความร้อนยังแบ่งออกได้อีกลักษณะหนึ่งคืออาการลมแดด
อาการลมแดด (HEAT STROKE)
 เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมความร้อนที่เพิ่มขึ้นในทันทีทันใด ทั้งนี้เพราะศูนย์ควบคุมอุณหภูมิซึ่งอยู่ในสมองไม่สามารถเพิ่มการทำงานเพื่อการระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ปกติศูนย์ควบคุมอุณหภูมิกายจะทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ศูนย์นี้มีความไวต่ออุณหภูมิเลือดที่ไหลผ่าน หากอุณหภูมิในเลือดสูงขึ้นศูนย์จะส่งสัญญาณไปตามเส้นใยประสาททั่วร่างกาย ซึ่งก็ทำให้มีการขยายหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง เพื่อให้ความร้อนกระจายออกจากร่างกายและมีการลดของขบวนการเมตาบอลิซึ่มภายในร่างกาย เพื่อมิให้มีการผลิตความร้อนมากเกินควร

หากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิกายได้รับอันตรายเนื่องจากความร้อนจนทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดลมแดดได้ ยิ่งมีการเสียเหงื่อ (น้ำ) มากเท่าไร โอกาสที่จะเป็นลมแดดก็มีมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเป็นการออกกำลังกายหนักและนาน ก็จะทำให้ความทนทานต่อการขาดน้ำลดน้อยลง การขาดน้ำทำให้ปริมาณเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวหนังและอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ ร่างกายจึงจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตามธรรมชาติก็มักจะเลือกการส่งเลือดไปยังอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้ปริมาณเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวหนังจึงถูกตัดลง ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้นโดยไม่อาจควบคุมได้
อาการของลมแดดในขั้นต้นคือ มีการกระหายน้ำมาก ตัวร้อน หายใจสั้นและถี่ ปากคอแห้ง ต่อมาตัวจะร้อนจัดมีอาการเวียนศรีษะ ตาพร่า การเคลื่อนไหวและสติสัมปชัญญะควบคุมไม่ได้ และมีอาการคลื่นไส้อาเจียรด้วย เมื่อถึงขั้นนี้หากยังออกกำลังกายต่อไปการหลั่งเหงื่อจะหยุดลง ผิวหนังจะแห้ง อุณหภูมิภายในร่างกายจะเพิ่มจนไม่สามารถควบคุมได้ ผลคืออวัยวะต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาการที่ตามมาคือหมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างทันท่วงทีก็อาจเสียชีวิตได้
ในขณะฝึกซ้อมหรือแข่งขันในอากาศร้อนจัดและมีความชื้นสูง โอกาสที่ผู้เล่นกีฬาจะเป็นลมแดดจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการฝึกหรือแข่งขันที่นานเกิน 1 ชั่วโมงขึ้นไป และผู้เล่นไม่ได้รับการชดเชยด้วยน้ำอย่างเพียงพอในทางปฏิบัติ   เมื่อผู้เล่นสังเกตตนเองว่ามีอาการเริ่มต้นของลมแดดให้หยุดพักทันที หากอยู่กลางแดดต้องเข้าพักในที่ร่มใกล้ ๆ ผ่อนคลายเสื้อผ้าออก หรือถอดออกเท่าที่ทำได้ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามตัว การดื่มน้ำในระยะนี้ทำได้โดยการจิบช้า ๆ เป็นระยะ ๆ และทำได้จนความกระหายหมดไป ในวันนั้นห้ามฝึกซ้อมหรือแข่งขันอีก แม้จะรู้สึกสดชื่นขึ้นแล้วก็ตาม
ในกรณีที่มีอาการขั้นรุนแรง ต้องปฐมพยาบาลทันที เพื่อช่วยชีวิต สิ่งที่ต้องปฏิบัติควบคู่กันไป คือการเพิ่มการไหลเวียนเลือดของสมองด้วยการให้นอนราบยกเท้าสูง และการลดอุณหภูมิร่างกายด้วยการนำเข้าที่ร่มที่มีอากาศโปร่งสบาย ผ่อนคลายหรือถอดเสื้อผ้าออก ใช้น้ำเย็นชโลมตัวแล้วเช็ดออกติดต่อกัน เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวแล้วจึงเว้นระยะการเช็ดตัวให้ห่างออกไป หากไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนอาจให้จิบน้ำช้า ๆ และให้ผู้ป่วยนอนพักต่อไปไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่ฟื้นสติ แม้มีการยกเท้าสูงขณะนอนแล้วก็ตาม ตลอดจนมีการลดอุณหภูมิกายด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว ถ้านานกว่า 5 นาที ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยต้องมีการปฐมพยาบาลระหว่างทางตลอดจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล
การชดเชยเกลือแร่ทันทีในผู้ที่เป็นลมแดดเป็นดาบสองคมเพราะถ้าความเข้มข้นของเกลือแร่ในน้ำที่ให้ดื่มมีมากเกินไปกลับจะเพิ่มอาการ เพราะในขณะนั้นความเข้มข้นของเกลือแร่ในเลือดมีมากอยู่แล้วเนื่องจากเหงื่อที่เสียไมีความเข้มข้นของเกลือแร่ต่ำกว่าในเลือด ในทางปฏิบัติควรให้ดื่มน้ำธรรมดาก่อนจนความกระหายน้ำหมดไป แล้วจึงให้ดื่มน้ำผสมเกลือแร่เมื่อเกิดความกระหายขึ้นมาใหม่
เมืองไทยเรามีสภาพอากาศร้อนอยู่เสมอ และคนในบ้านเราก็มีความตระหนักถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพิ่มมากขึ้นทุกปี ฉะนั้นเพื่อให้การออกกำลังกายและการเล่นกีฬามีประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีโทษจากความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้รักการออกกำลังกายทั้งหลายควรศึกษาถึงโทษของการออกกำลังกายในที่ร้อนมากจนเกินไปเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายตนเอง และนอกจากนั้นยังต้องรู้จักวิธีแก้ไขเผื่อเผอิญพบปัญหานี้ขึ้นมา จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ....


                อาการหน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม คำว่า "เป็นลม" สำหรับคนที่ไม่เคยประสบกับตนเองมาก่อน เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าอาการแบบใดที่เขาเรียกกันว่าเป็นลม และมีสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง วันนี้มาอัพเดทเรื่องสุขภาพว่าด้วยการเป็นลมกันดีกว่า เผื่อคนข้างๆ คุณออกอาการคล้ายจะเป็นลมจะได้ช่วยชีวิตกันทันท่วงที


              พูดถึงคนเป็นลม เรามักจะนึกถึงคนที่ไม่รู้สึกตัวหน้าซีดล้มพับลงไปอย่างกะทันหัน ซึ่งในทางการแพทย์สามารถแบ่งสาเหตุของการเป็นลมได้หลายประเภทได้แก่ เป็นลมธรรมดา, ภาวะในน้ำตาลในเลือดต่ำ ช็อกหมดสติ โดยในทีนี้จะอธิบายถึงการเป็นลมธรรมดา

              อาการนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยในคนทุกเพศทุกอายุ โดยมีหลายสาเหตุตั้งแต่จากการที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือเหนื่อยจัด อยู่ในฝูงชนแออัดอากาศไม่พอหายใจ อยู่กลางแดดที่ร้อนจัด อยู่ในที่ที่อากาศร้อนอบอ้าว ตื่นเต้นตกใจหรือเสียใจอย่างกะทันหัน หรือการเห็นเลือดแล้วรู้สึกกลัวเป็นต้น ทำให้เกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วขณะหนึ่ง ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน ไม่รู้สึกตัวไปชั่วขณะแล้วจะฟื้นคืนสติได้เอง ทั้งนี้มักจะไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง นอกจากในรายที่มีอาการเป็นลมล้มจากที่สูง อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือกระดูกแขนขาหักได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ

              วิธีการรักษาผู้ป่วยเป็นลม ทางการแพทย์จะใช้หลักการรักษาเดียวกันกับโรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย

              อย่างไรก็ตาม หากพบผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ควรสังเกตอาการของผู้ป่วย หากเป็นลมธรรมดา มักจะฟื้นได้เองภายในเวลาไม่กี่นาทีซึ่งมักมีสาเหตุที่แน่ชัดจากสภาพแวดล้อม เช่น เหนื่อยไป ร้อนไป อากาศไม่พอหายใจ ตกใจฯลฯ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถฟื้นได้เอง หรือเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล และในรายที่มักเป็นลมบ่อย ๆ แนะนำว่าควรไปตรวจหาสาเหตุที่โรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุของการเป็นลมบ่อยๆจะได้รักษากันได้อย่างถูกโรคถูกวิธี